เช็คกันหน่อย…8 เรื่องนี้คุณทำได้ดีแค่ไหนในปีแรกของ ชีวิตแต่งงาน

คู่ไหนบ้างที่กำลังจะครบรอบแต่งงาน 1 ปีคะ? เพราะวันนี้เราอยากให้คุณเช็คกันสักหน่อยว่า ความสัมพันธ์ของคุณกับคนที่คุณเรียกว่า “คู่ชีวิต” ในปีแรกของ ชีวิตแต่งงาน เป็นอย่างไรบ้าง ราบรื่นอย่างที่คิดหรือผิดแปลกไปจากที่ฝันไว้ มีเรื่องไหนบ้างที่คุณต้องทบทวนและตอบให้ได้ว่าคุณทำหน้าที่คู่ชีวิตได้ดีแค่ไหน ไปดูกันค่ะ

ปรับตัวเข้าหากันได้ดีไหม?

เรื่องแรกที่เราอยากให้คุณเช็คตัวเองคือ คุณได้ทำการปรับตัวเองเข้าหาอีกฝ่ายบ้างหรือยัง แม้คุณจะบอกว่าแต่งงานไปก็สามารถใช้ชีวิตได้เหมือนเดิมก็เถอะ แต่เอาเข้าจริงๆ การใช้ชีวิตคู่ของคุณย่อมมีการปรับตัวบ้างไม่มากก็น้อย เพราะตอนนี้คุณต้องมาใช้ชีวิตร่วมกันใต้ชายคาเดียวกัน ไม่เกี่ยวว่าเป็นบ้านใครคนใดคนหนึ่งหรือเป็นบ้านของคุณเอง เพราะไม่ว่าจะอยู่บ้านไหน ระหว่างคุณสองคนก็ต้องปรับตัวเข้าหากันอยู่ดี แต่คุณสังเกตเห็นหรือเปล่าว่าคุณหรืออีกฝ่ายปรับตัวกันอยู่ไหม แล้วมันส่งผลอย่างไรกับการใช้ชีวิตร่วมกัน ถามตัวเองอีกนิดว่าตอนที่ปรับตัวเนี่ย รู้สึกเต็มใจจะทำหรือทำไปให้ผ่านๆ เพราะไหนๆ ก็แต่งกันไปแล้ว ถ้าความรู้่สึกเทมาประเด็นหลัง บอกเลยค่ะว่าคุณยังทำได้ไม่ดีพอ

ยอมรับเรื่องไม่คาดคิดที่เพิ่งได้รู้ก็เมื่อแต่งงานไปแล้วได้ดีแค่ไหน?

เมื่อก่อนแค่ไปรับ-ส่งที่บ้าน ตอนนี้ต้องอยู่ด้วยกันมากขึ้น เวลาเจอเรื่องใหม่ๆ ที่ผิดวิสัยคนทั่วไปทำหรือคุณไม่เคยรู้มาก่อนว่าอีกฝ่ายเป็นแบบนี้ คุณรู้สึกแบบไหนและยอมรับได้หรือเปล่า ซึ่งเรื่องที่เราว่านี้อาจไม่ใช่เรื่องเครียดอะไรมากมาย แต่เป็นเรื่องทั่วไปของชีวิตอีกคนที่คุณไม่เคยรู้มาก่อน เช่น เดินๆ อยู่แล้วผายลมออกมาหน้าตาเฉย, มีอาการติดไอแพดขั้นสูงถึงขนาดคุณรู้สึกเหมือนไม่มีตัวตน, ชอบตื่นมากลางดึกทุกๆ เที่ยงคืนถึงตีหนึ่งเพื่อควานหาของกินแล้วนอนต่อ โดยไม่แปรงฟัน หรือแม้แต่ท่านั่งแสนสบายในแบบที่คุณไม่เคยเห็น คุณรู้สึกยังไง? คุณยอมรับได้ไหมและรับมือได้ดีหรือเปล่าเมื่อเผชิญกับสิ่งเหล่านั้น

จัดสมดุลเวลา 24 ชั่วโมงของคุณทั้งคู่ได้ดีแค่ไหน?

แม้จะแต่งงานกันไปแล้ว แต่ไม่ได้หมายความว่า 24 ชั่วโมงของคุณต้องมีกันและกันเสมอไป สิ่งสำคัญคือ คุณจัดลำดับความสำคัญและใช้เวลาร่วมกันได้ดีแค่ไหน และทุกครั้งที่ได้ใช้เวลาด้วยกันเป็นเวลาทรงคุณภาพ (Quality Time) หรือเป็นแค่ปริมาณของระยะเวลาที่มีให้กันที่ก็แค่นอนเตียงเดียวกัน ตื่นเช้ามาแยกย้ายไปทำงานอะไรแบบนั้นหรือเปล่า ลองเช็คตัวเองและพิจารณาพฤติกรรมของคุณดูเองละกัน

เข้ากับครอบครัวของอีกฝ่ายได้ดีแค่ไหน?

ปีแรกของการแต่งงานก็คือปีแรกที่คุณได้ครอบครัวใหม่มามากกว่าครอบครัวของคุณเอง เพราะคุณคือสามาชิกใหม่ของครอบครัวอีกฝ่าย ลองเช็คดูค่ะว่าคุณสามารถกลมกลืนเป็นเนื้อเดียวกับอีกบ้านได้ดีแค่ไหนหรือพูดอะไรไปแล้วโดนเมินใส่ พูดไปแล้วยังรู้สึกเหมือนเป็นคนนอก และอึดอัดทุกครั้งที่มีการเจอกันทั้งตระกูล ถ้ายังรู้สึกว่าแปลกแยก เรื่องนี้ต้องใช้เวลาสักหน่อย แต่สำคัญกว่านั้นคือ ถ้ารู้สึกเข้ากันได้ยังไม่ดีอย่าเก็บไว้ บอกคนกลางอย่างคู่ชีวิตของคุณให้ได้รับรู้ไว้บ้างก็ดี

เรื่องเงินๆ ทองๆ ลงตัวดีไหม?

บางคนบอกว่าลงตัวสิเพราะแยกกระเป๋ากันมาตั้งแต่เป็นแฟน แต่คุณอย่าลืมนะว่าเมื่อเป็นสามีภรรยาแล้ว การแยกกระเป๋าแบบเดิมๆ คุณโอเคหรือเปล่า เพราะบ้านที่อยู่ร่วมกันย่อมมีการใช้ของบางอย่างร่วมกัน ฉะนั้นรูปแบบการใช้เงินที่คุณทำอยู่ยังโอเคจริงไหม หรือการที่คุณตกลงกันไว้ว่าค่าใช้จ่ายเล็กๆ น้อยๆ ในบ้านอย่างการซื้อของเข้าบ้านเป็นหน้าที่ของฝ่ายหญิง ส่วนเรื่องใหญ่ๆ เงินก้อนโตๆ อย่างค่าผ่อนบ้านคุณผู้ชายดูแล เอาเข้าจริงมันโอเคใช่ไหม ถ้าไม่โอเคคุณทำอย่างไร อะไรที่เรียกว่าลงตัวดีในความรู้สึกของคุณ ไหนตอบตัวเองสิคะ

ทำเรื่องบนเตียงโอเคได้ดีแค่ไหน?

สามีภรรยามีอะไรกันเป็นเรื่องธรรมดา ไม่เกี่ยวว่าก่อนหน้าที่จะแต่งงานเคยมีอะไรกันมาก่อนหรือเปล่า เพราะตอนนี้คุณนอนร่วมเตียงกันทุกคืน ยิ่งการเป็นคู่รักปีแรกด้วยแล้วละก็ ความรู้สึกพิศวาสยังมีอยู่ในเปอร์เซนต์ที่สูงไหม เพราะโอกาสจะมีเพศสัมพันธ์เกิดขึ้นได้เท่าที่สองคนยินยอมพร้อมใจและยังถูกต้องตามวิถีพึงเป็น แต่ในที่นี่เราไม่ได้พูดถึงความถี่บ่อยเท่านั้น  แต่ดีแค่ไหนคือสไตล์ต่างหากว่าเข้ากันได้ดีไหม คุณแชร์สิ่งที่รู้สึกกันได้ดีหรือเปล่า หรือแม้แต่ปัญหาเรื่องอย่างว่าช่วยกันแก้ไขยังไง เรื่องนี้สำคัญนะคะ ลองเช็คดูอย่างมีสติ เอาใจเขามาใส่ใจเราแล้วคุณจะได้คำตอบที่เป็นกลาง

สื่อสารระหว่างกันดีแค่ไหน?

ในการอยู่ร่วมกันปีแรก คือเวลาที่คุณได้เข้าใกล้กันและเรียนรู้กันมากกว่าเดิม เป็นช่วงเวลาของการเริ่มต้นสื่อสารกันอย่างเปิดอกในฐานะสามีภรรยา ซึ่งในปีแรกที่เริ่มต้นอยู่ด้วยกันนั้นการสื่อสารและผลที่ออกมา จะเป็นแนวทางให้คุณได้ทิศทางที่เหมาะสมของคู่ตัวเองได้นะคะ ลองเช็คดูง่ายๆ ว่าเวลามีปัญหาขึ้นมา คุณคือคู่รักที่เปิดอกสื่อสารกันตรงไปตรงมาหรือเปล่า แล้วหลังจากสื่อสารไปแล้วได้ผลแบบไหนบ้าง ซึ่งการสื่อสารที่ว่านี้ ไม่ใช่แค่เรื่องปัญหาที่เกิด แต่รวมถึงเมื่อคุณแชร์สิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิต เช่นเรื่องการทำงาน การจราจร เรื่องเพื่อนสนิทให้ฟังอีกฝ่ายได้รับรู้ เขามีปฏิกริยาอย่างไร ถ้าแค่ฟังไปแต่ไม่หือไม่อือแบบนี้ไม่ไหวนะคะ เพราะนั่นมีแนวโน้มว่ารูปแบบในการสื่อสารของคุณอาจไม่ได้ผลหรือบางทีคุณอาจไม่รู้จักวิธีสื่อสารที่เหมาะสมกับอีกฝ่ายก็เป็นได้

เข้าใจหรือเคยชิน…คุณใช้คำไหนมากกว่ากัน?

เรื่องสุดท้ายที่เราอยากให้คุณรีเช็คกันว่า ปีแรกของการแต่งงาน ความรักของคุณยังดีอยู่ไหมก็คือ ความรู้สึกที่อยู่ร่วมกันไม่ว่าจะเกิดเรื่องอะไรขึ้นหรืออีกฝ่ายมีพฤติกรรมแบบไหนซึ่งเป็นสิ่งที่คุณไม่ชอบใจ ไม่คุ้นเคย คุณรู้สึก “เข้าใจ” ในสิ่งที่อีกฝ่ายเป็นแล้วยอมรับกับสิ่งนั้นได้อย่างดี หรือคุณรู้สึกว่า “เคยชิน” เพราะอยู่กันไปและเจอแบบนั้นบ่อยๆ ก็รู้สึกชินชา ซึ่งถ้าคำตอบของคุณคือ อยู่ๆ ไปก็ชิน เราแนะนำว่า ในก้าวต่อไปของชีวิตคู่ที่กำลังจะเข้าสู่ปีที่สอง ขอให้ลดคำว่าเคยชินมาเป็นเข้าใจให้มากขึ้น แล้วสัญญาณดีๆ ในชีวิตคู่จะเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน

ถ้าคำตอบจาก 8 ประเด็นที่เราบอกคุณไปคือ คุณมั่นใจว่าคุณทำได้ดีมากกว่า 4 ประเด็น เราก็ขอแสดงความยินดีด้วย เพราะนั่นหมายความว่าคุณเริ่มต้นชีวิตคู่ในปีแรกได้ค่อนข้างดี และมีแนวโน้มว่าปีต่อๆ ไป ถ้าคุณยังรักษามาตรฐานไว้ได้ ชีวิตคู่ของคุณจะมีความสุขมากขึ้นๆ แต่ถ้าคำตอบที่ได้ยังไม่น่าปลื้ม ขอให้ลองดูอีกสักตั้ง อย่าเพิ่งยกธงขาวซะละ เพราะของแบบนี้ต้องใช้เวลาค่ะ

อ่านบทความเพิ่มเติม

ใช่หรือไม่? กับ 7 สัญญาณกระตุ้นหัวใจว่าคนนี้แหละคือคู่ชีวิต

5 กิจวัตรชีวิตคู่ต้องทำตามเพื่อชีวิตรักสุดสตรอง

Recommended

ความรักแบบ “คนถูกกัน” ของครอบครัวหรรษา

วันนี้บอกได้เลยว่าความฮาของเหล่าสมาชิกตัวน้อยในตระกูลศิลาชัย “ออกัส-ออก้า-ออกู๊ด” กำลังครองใจผู้ชมไปทั่วเมือง WE จึงขอนัดคุยกับเจ้าของผลผลิตแก๊งค์ 3 ออ คุณเปิ้ล-นาคร และคุณจูน-กษมา ศิลาชัย ว่าทำอย่างไรถึงสร้างครอบครัวที่ทั้งน่ารักและสุขภาพจิตดี๊ดีได้ขนาดนี้

แปลกตรงไหนถ้าผู้ชายจะ “โกนขน”

“คิดยังไงกับผู้ชายโกนขน” ถามกันตรงๆ แบบนี้ก็คงต้องขอถามกลับไปตรงๆ ต่ออีกนิดว่า ขนที่ว่ามันคือตรงไหนล่ะ แต่งานนี้มาดามขอโฟกัสกันที่จุดๆ เดียว แบบว่าเอาตรงจุดไฮไลน์กันเลยอย่าง “ขนเพชร” ละกัน

แต่งงานช้า

แต่งงานช้าไม่ต้องเครียด ข้อดีมีเพียบรับรองเลย!

ยุคนี้ถ้าไม่แต่งงานเร็วไปเลย อายุ 20 ต้นๆ ก็คือต้องแต่งงานช้าไปเลยตั้งแต่ 30 จนถึง 40 กว่าๆ ก็มี ซึ่งการแต่งงานเร็วและการแต่งงานช้านั้นก็มีทั้งข้อดีและข้อเสียแตกต่างกันออกไป ถ้าถามว่าแบบไหนดีกว่ากัน อันนี้ก็ต้องบอกว่า ขึ้นอยู่กับความพร้อมของเราในตอนนั้นมากกว่า แพรว wedding เลยอยากจบอกคุณว่า แต่งงานช้า ไม่ต้องเครียด มีข้อดีเพียบ ไม่เชื่อลองอ่านบทความนี้ดู 😉 รู้จักตัวเองดีขึ้น ช่วงอายุหลังเลข 3 เป็นต้นไป คือ ช่วงเวลาของการเติบโตที่หลายคนทราบดีว่าคือช่วงเวลาการเป็นผู้ใหญ่ สามารถช่วยเหลือและดูแลตัวเองได้อย่างอิสระเป็นครั้งแรก ดังนั้นจึงอาจเป็นช่วงที่คนส่วนใหญ่ควรใช้เวลาคิดและนึกถึงสิ่งที่ตัวเองเป็น สิ่งต้องการในชีวิต และสิ่งที่ต้องการจากคนอื่นๆ เป็นช่วงเวลาสำคัญที่จะสร้างความเชื่อมั่นและโอกาสที่ดีสำหรับตัวเองและทำความเข้าใจตัวเองเท่าๆ กับการเปิดตัวเองเพื่อเข้าใจคนอื่นมากขึ้นเพื่อสร้างสรรค์ความสุขและมิตรภาพที่ดีระหว่างกัน ร่วมกันสร้างรากฐานที่แข็งแรง การใช้เวลาจะทำให้คู่รักรู้จักกันและกันมากยิ่งขึ้น มีเวลาในการสร้างรากฐานความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งสำหรับกันและกันมากขึ้น ก่อนที่ความกดดันทั้งเรื่องเงิน ภาษี และความรับผิดชอบในครอบครัวจะเข้ามา นอกจากนี้ ยังมีโอกาสในการมองเห็นว่าทั้งคู่จะสามารถช่วยเหลือค้ำจุนกันและกันได้อย่างไร ซึ่งหมายถึงคู่รักจะมีช่วงเวลาทำความเข้าใจที่ดีเมื่อมีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดหรือทั้งสองฝ่ายเกิดภาวะยากลำบาก ไม่เข้าใจกัน จะมีวิธีประนีประนอมกันอย่างไร จะโต้แย้งกันอย่างไรและการแก้ไขปัญหาอื่นๆ ร่วมกันอย่างไร ซึ่งทั้งหมดของความสัมพันธ์ที่ผ่านมาร่วมกันจะเป็นแกนหลักของการใช้ชีวิตคู่หลังแต่งงานต่อไป ไม่มีกำหนดเวลาสำหรับความสัมพันธ์ เมื่ออายุเกิน 30 ผู้ปกครองของคู่รักหลายคู่อาจจะเริ่มให้สัญญาณอะไรบางอย่างที่บ่งบอกถึงนาฬิกาที่เริ่มนับถอยหลัง หรือการที่คู่รักบางคู่เองเองอาจจะเริ่มกดดันเพราะเพื่อนส่วนใหญ่แต่งงานจนอาจเกิดเป็นปมด้อย แต่ไม่ว่าเหตุผลใดสำหรับการมาที่นั่งกังวลเกี่ยวกับการยังไม่ได้แต่งงานในช่วงวัยเลข 3 […]

โกหกให้รู้สึกดี

‘โกหกให้รู้สึกดี’ เหตุผลฟังดูดีแต่คนรักกันไม่ควรใช้

โกหกให้รู้สึกดี บางคนคิดเข้าข้างตัวเองว่าขอเลวเองที่เป็นคนโกหกดีกว่าพูดออกไปแล้วเธอไม่มีความสุข แต่คุณว่าเป็นการกระทำที่คนรักกันควรทำให้กันจริงเหรอคะ