มีลูก กันเถอะ! คำชวนทำเอาอีกฝ่ายอึดอัด คู่ไหนยังเคลียร์เรื่องนี้ไม่ได้ มาดูทางออกเรื่องนี้กัน

ต้องยอมรับว่าในปัจจุบันนี้คู่แต่งงานตัดสินใจ มีลูก ด้วยกันน้อยลง ถ้าคู่ไหนตกลงกันได้ว่าจะมี ลูกน้อย หรือไม่มีก็คงไม่เกิดปัญหาหนักใจ ใช้ชีวิตครอบครัวสุขสันต์กันไปตามปกติ แต่คู่ไหนที่ยังเคลียร์กันไม่ลงตัว แบบนี้คงต้องคุยกันยาว แต่จะคุยกันอย่างไรให้เข้าใจกันมากที่สุดว่า เรามีคำแนะนำมาฝาก

1. บอกกันตามตรงว่าในอนาคตคุณต้องการมีลูก

เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องสำคัญอีกเรื่องหนึ่งที่ควรจะปรึกษากันตั้งแต่ก่อนแต่งงาน คุณควรจะบอกคนรักไปตรงๆ ว่าหลังจากแต่งงานคุณต้องการมีเจ้าตัวน้อยไว้เป็นโซ่ทองคล้องใจ ถ้าเกิดความคิดเห็นของคุณทั้งคู่ไม่ตรงกัน ก็ยังพอมีเวลาให้ได้กลับไปทบทวนว่าจะสามารถแต่งงานและใช้ชีวิตร่วมกันได้โดยไม่มีเรื่องนี้มาคอยกวนใจและทำให้เกิดปากเสียงกันในอนาคตหรือไม่

2. อย่าสร้างความกดดันให้กันเด็ดขาด

เรื่องแบบนี้ เราขอเน้นคำว่า “เข้าใจกันและกัน” ตัวโตๆ เลยค่ะ เพราะแม้จะแนะนำให้คุยกันตรงๆ แต่หากว่าเผลอสร้างความกดดันพูดย้ำๆ เรื่องลูกใส่กันบ่อยๆ มันคงทำให้ความรักความสัมพันธ์ของคุณทั้งคู่ไปไม่สวยเท่าไหร่ ทางที่ดีควรจะเอาใจเขามาใส่ใจเรา เปิดใจรับฟังเหตุผลที่ทำให้เขาไม่อยากมีลูก บางทีเขาอาจจะมีความหลังฝังใจอย่างเช่น เพิ่งสูญเสียลูกคนที่แล้วไปและยังไม่อยากมีลูกคนใหม่ หรืออาจเป็นปัญหาการเงินที่ทำให้เขาคิดว่ายังไม่พร้อมจะดูแลชีวิตน้อยๆ อีกหนึ่งชีวิต ซึ่งปัญหาแบบนี้ต้องค่อยๆ พูด ค่อยๆ ปรึกษา อย่างไรก็อย่าไปเร่งรัดกันเลยนะ

3. ให้เวลาเขาหรือเธอได้คิดทบทวน

การพูดคุยเรื่องลูกบางครั้งอาจเกิดความไม่เข้าใจกันบ้าง หากคุณรู้สึกว่าต่างคนต่างเริ่มมีอารมณ์โมโห ก็ควรหยุดพักสักหน่อย เพราะถ้ายังคุยต่อไปคงไม่วายทะเลาะกันและคงไม่มีใครยอมฟังสิ่งที่อีกฝ่ายพูดแน่ๆ ในขณะเดียวกันหากคุณค่อยๆ พูดกันอย่างใจเย็นก็จะสามารถตกลงกันได้ง่ายขึ้น ลองโน้มน้าวให้เขาคิดตามว่าลูกจะไม่เป็นภาระและไม่ทำให้ความสัมพันธ์ของคุณทั้งคู่เปลี่ยนไป และเมื่ออายุมากขึ้นก็จะมีคนคอยดูแลและอยู่เคียงข้างยามแก่เฒ่าด้วย

4. ปัญหาเรื่องเงินต้องเปิดอกคุย

อีกหนึ่งเหตุผลสำคัญที่ทำให้คนส่วนใหญ่ไม่อยากมีลูกก็คงเป็นเรื่องเงินๆ ทองๆ นี่แหละค่ะ เพราะว่าถ้าจะมีลูกสักคนฐานะการเงินก็ควรที่จะพร้อมดูแลเขาเป็นอย่างดี หากปรึกษากันแล้วว่าวันนี้ยังไม่พร้อมก็อย่าเพิ่งท้อใจหรือตัดใจค่ะ ค่อยๆ จัดการเรื่องการเงินไปทีละนิด เก็บหอมรอมริบ รวมถึงปลดภาระหนี้สินให้หมดก่อนแล้วค่อยวางแผนมีลูกก็คงไม่สายเกินไป ถึงแม้ว่าปีนี้จะยังไม่มีเจ้าตัวน้อยก็ไม่ได้หมายความว่าปีหน้าจะมีไม่ได้นี่คะ จริงไหม?

เรื่องลูกถือว่าเป็นเรื่องสำคัญสำหรับชีวิตครอบครัว ถ้าจะให้ดีควรปรึกษาและนั่งจับเข่าคุยกัน ตกลงกันให้ได้ตั้งแต่ก่อนแต่งงานจะดีกว่า ส่วนใครที่พร้อมในทุกๆ ด้านและพยายามมีเจ้าตัวน้อยอยู่ เราขอเอาใจช่วยให้เขามาอยู่ด้วยไวๆ นะคะ หรือจะมาเช็กกันให้ชัวร์อีกรอบก็ได้นะคะ ตามนี้เลย

อ่านบทความเพิ่มเติม

สารพัดเรื่องที่บุพการีและญาติผู้ใหญ่ควรรู้เมื่อลูกหลานจะแต่งงาน

5 คำถามที่คู่รักค้องเช็กความพร้อมกันให้ดีก่อนตัดสินใจวางแผนมีลูก

https://praewwedding.com/love-and-relationships/sex-and-relationship/64823

ข้อมูล : www.womanitely.com
ภาพ : www.getyourfittogether.org

Recommended

ย้ายเข้าบ้านอีกฝ่าย

5 นิสัยคนมีคู่ต้องรู้และต้องเปลี่ยนเมื่อคิดจะย้ายเข้าบ้านอีกฝ่าย

หลังแต่งงานจะอยู่บ้านใครไม่ใช่ประเด็น เพราะสำคัญกว่านั้นคือ การย้ายเข้าไปอยู่กับครอบครัวของอีกฝ่าย คุณจะใช้นิสัยแบบเดิมๆ เมื่อครั้งอยู่กับครอบครัวตัวเองไม่ได้เด็ดขาด แล้วมีนิสัยอะไรบ้างล่ะ ที่คุณต้องเปลี่ยนเมื่อคิดจะ ย้ายเข้าบ้านอีกฝ่าย มาดูกันค่ะ 1. นอนตื่นสาย ตอนอยู่กับครอบครัวตัวเอง คุณจะทำตัวเป็นคุณนายตื่นสาย หรือเจ้าชายสายเสมอไม่มีใครว่า แต่เมื่อเข้ามาอยู่กับบ้านอีกฝ่ายจะทำแบบนั้นไม่ได้เด็ดขาด เพราะอย่าลืมว่า แต่ละบ้านก็มีกิจกรรมยามเช้าที่ต่างกัน เช่น การร่วมกันกินข้าวเช้า การทำความสะอาดบ้าน ฯลฯ ลองคิดดูสิว่า ขณะที่คนทั้งบ้านตื่นมาทำนั่นนี่แต่คุณนอนสายตะวันโด่งกว่าจะลุกขึ้นอาบน้ำแต่งตัว มันดูดีซะที่ไหน 2. ไม่ช่วยงานบ้าน แม้อยู่ที่บ้านของตัวเอง คุณจะมีใครต่อใครทำงานบ้านให้จนคุณแทบไม่ต้องกระดิกตัว แต่เมื่อมาอยู่บ้านอีกฝ่าย ต้องรู้จักหยิบจับทำนั่นนี่ซะบ้าง และแม้ว่าบ้านหลังใหม่ที่คุณย้ายเข้าไป จะมีคนช่วยทำงานบ้านให้ก็เถอะ คุณเองก็ควรช่วยเป็นหูเป็นตา หรือลงมือช่วยทำงานเล็กๆ น้อยๆ บ้าง ไม่ใช่เอาแต่ชี้นิ้วสั่ง หรือรอให้ฝุ่นปลิวหายไปเอง 3. ช่างติ แม้คุณจะรู้สึกว่า ที่บ้านคุณไม่ได้มีวิถีชีวิตแบบนี้ก็เถอะ อย่าลืมว่าบ้านใครบ้านมัน บ้านหลังนี้คือครอบครัวใหม่ที่คุณเข้ามาอยู่ การเรียนรู้และเข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตามสำคัญมาก เห็นอะไรไม่ถูกใจอย่าเพิ่งเปิดปากเอาแต่ติ ลองดูไปสักพักเพื่อให้ได้ข้อมูลก่อนว่า ก่อนคุณจะเข้ามาอยู่ คนที่นี่เขาใช้ชีวิตกันอย่างไร ถ้าสิ่งที่เป็นอยู่ไม่เข้าท่า เลือกใช้คำพูดดูดีที่ไม่ใช่การเอาแต่ติ หรือแต่พูดว่าที่บ้านของคุณเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ 4. หัดมีน้ำใจและช่วยจ่ายซะบ้าง แม้ครอบครัวของอีกฝ่ายร่ำรวยเงินทองแต่นั่นก็คือเงินของครอบครัวฝ่ายนั้น อะไรที่คุณช่วยดูแลจับจ่ายให้ได้ก็ควรแสดงน้ำใจ […]

รักทางไกล

7 เทคนิคกระชับพื้นที่ใจ ให้รักทางไกลได้ใกล้กว่าที่เคย

รักทางไกล ของหลายคู่ที่ต้องทำงานหรือเรียนกันคนละที่ ทำให้โอกาสที่จะได้เจอกันนั้นลดน้อยลงไปด้วย จนระยะทางที่ไกลกันอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ และทำให้ความรักที่มีให้กันสั่นคลอนได้ในที่สุด วันนี้เราจึงหยิบเอา 7 เคล็ดลับที่จะช่วยให้คุณรักษาความสัมพันธ์ระยะไกลไว้ได้มาฝากกันค่ะ ลองดูไว้ไม่เสียหาย แถมทำตามได้ไม่ยากเกินความสามารถและความรักที่คุณมีให้กันแน่นอนค่ะ 😉 1. ไว้ใจกันและกัน มันเป็นเรื่องยากที่จะทำให้ความสัมพันธ์ระยะไกลพัฒนาขึ้นไปอีกขั้น หากปราศจากความไว้ใจกันนะคะ เอาเป็นว่าทั้งสองฝ่ายควรหันมาเรียนรู้และทำความเข้าใจในเรื่องต่าง ๆ ของอีกคนให้มาก เพื่อสร้างความไว้ใจ โดยการพูดคุยกันอย่างตรงไปตรงมาและทำให้อีกฝ่ายรู้สึกว่าเป็นคนสำคัญเข้าไว้ ซึ่งวิธีนี้จะช่วยลดระยะห่างทางใจได้มากเลยทีเดียว 2. คอยอัพเดทเรื่องของตัวเองให้อีกฝ่ายรู้เสมอ เนื่องจากว่าคุณสองคนต้องอยู่ห่างไกลกัน ทำให้การนัดเจอเป็นเรื่องยาก ดังนั้นเมื่อมีโอกาสได้คุยกันไม่ว่าจะผ่านโทรศัพท์หรือแชทออนไลน์ ก็ควรคุยแลกเปลี่ยนเรื่องที่แต่ละคนประสบมา ทั้งเรื่องเล็กและเรื่องใหญ่ อย่างน้อยมันก็ทำให้คุณรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับคนรักของคุณบ้าง เพราะหากไม่มีการพูดคุยกันมากพอ ก็เป็นเรื่องยากที่จะรักษาความสัมพันธ์ที่มีต่อกันได้นะคะ 3. คุยแบบเห็นหน้ากันให้บ่อยเข้าไว้ แม้ว่าคุณจะคุยกับแฟนเป็นประจำ แต่นั่นก็เป็นแค่เสียงหรือข้อความเท่านั้น ซึ่งแน่นอนว่าต่างคนก็ย่อมอยากจะเห็นหน้ากันด้วยความคิดถึงอยู่แล้ว ดังนั้นลองเปิดเว็บแคมหรือเฟซไทม์คุยกันก็ได้ นอกจากจะได้เห็นหน้าค่าตากันแล้ว คุณยังทำหน้าตาตลก ๆ และหยอกล้อกันได้ด้วย ซึ่งเป็นวิธีที่ทำให้คุณสองคนรู้สึกใกล้ชิดกันมากขึ้นนั่นเองค่ะ 4. เจอกันให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ การนัดเจอกันอาจเป็นเรื่องยาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของตารางเวลาไม่ตรงกันหรืออยู่ไกลกัน แต่เมื่อมีโอกาสดี ๆ อย่างในช่วงสุดสัปดาห์หรือวันหยุดพิเศษแล้วละก็ รีบคว้ามันเอาไว้เลย แล้วนัดเจอกัน เพื่อไปเดินเล่น ดูหนัง และกินข้าวกันสองคน จะเป็นเรื่องที่ดีมาก […]

ชีวิตหลังแต่งงาน

8 คำถามที่มาพร้อมคำตอบกับ ชีวิตหลังแต่งงาน เรามีทางออกให้แล้ว

เช็กด่วน! คุณกำลังเจอปัญหา ชีวิตหลังแต่งงาน เหล่านี้อยู่หรือเปล่า? การแต่งงานเป็นเพียงจุดเริ่มต้น แต่ ชีวิตหลังแต่งงาน นี่สิของจริง! แพรวเวดดิ้งได้รวบรวมปัญหา พร้อมคำตอบในการรับมือกับ ปัญหาหลังแต่งงานที่คุณอาจจะต้องเจอมาให้แล้ว รับรองได้ว่า เวลาเจอกับตัวเมื่อไหร่ ไม่เกิดอาการน็อกคาบ้านแน่นอน Q : ใครบ้างในครอบครัวของอีกฝ่ายที่มีความเสี่ยงจะขัดแย้งกับเรามากที่สุด A : ขอบอกเลยว่า ทุกคนในบ้านมีสิทธิ์วางมวยกับคุณทั้งหมด อยู่ที่ว่าจริตใครจะโดนต่อมขัดใจของใครก็เท่านั้น เพราะการที่เข้าไปเป็นสมาชิกใหม่ของบ้านหลังใหม่ จะต้องมีการปรับตัวเข้าหากันทั้งนั้น แต่ในความเป็นจริง การที่จะให้คนเก่าที่เคยอยู่กันอย่างมีความสุข มาปรับตัวเพื่อคนใหม่เพียงคนเดียวก็คงจะยาก ฉะนั้นคนที่มีโอกาสขัดแย้งกันมากที่สุดคือ คนที่ไม่ยอมปรับตัวเอง นั่นเองจ้า Q : บ้านสามีคาดหวังให้สะใภ้เป็นแม่บ้านแม่เรือน เพียบพร้อมทุกด้าน แต่เราเป็นคนทำงานนอกบ้านเก่ง แต่เรื่องในบ้านห่วยแตก จะทำอย่างไรดี A : ถ้าอยากให้ครอบครัวของสามียอมรับในสิ่งที่ไม่ได้เป็นไปตามคาดหวัง คุณก็ต้องมีสิ่งอื่นมาทดแทนความเป็นแม่บ้านแม่เรือน เช่น คุณอาจหาแม่บ้านมืออาชีพมาช่วยงาน หรือแม้จะทำอาหารไม่อร่อยแต่ก็พยายามเรียนรู้ รวมทั้งการได้รับการยอมรับและชื่นชมในฝีมือการทำงานนอกบ้านจากคนอื่นๆ ก็สามารถทำให้พวกเขาเห็นว่าคุณมีคุณค่ามากกว่าการเป็นแม่บ้านแม่เรือนแล้วละ (แต่บอกไว้ด้วยความหวังดีนะ แม้จะทำงานบ้านได้ห่วยแตก แต่ยังขึ้นชื่อว่าได้ทำ ก็ยังโอเคกว่าไม่ทำเลยนะ) Q : น้องสาวสามีชอบชวนสามีไปไหนต่อไหนด้วยจนแทบไม่เหลือเวลาส่วนตัว จะมีวิธีใดทำให้รู้สึกสบายใจและได้เวลาของสามีกลับมาเป็นของตัวเองบ้าง A […]

แต่งงานอายุ 30

ข้อดีของสาวๆ ที่ แต่งงานอายุ 30+ ช่วงชีวิตดีๆ ที่สาววัยเอ๊าะมีแต่จะอิจฉา

ไหนใครอายุเกินเลข 3 แล้วยังไม่ แต่งงาน อย่าได้กลัวหรือนอยด์ไปเด็ดขาด เพราะแพรว wedding กำลังจะบอกว่า คุณคือผู้โชคดีที่ได้แต่งงานในช่วงนี้ 100%