เช็กด่วน 6 สัญญาณนี้จะบอกให้คุณรู้ว่า “เราพร้อมแต่งงานกันแล้ว”

แต่ง ไม่แต่ง แต่ง ไม่แต่ง… คิดวกวนไปมาอาจไม่ได้คำตอบที่ตรงใจ ลองเช็คกันดีกว่าว่าคู่ของคุณมีสัญญาณ 6 ข้อนี้ครบหรือไม่ ถ้ามีครบเมื่อไหร่ก็ตัดสินใจลั่นระฆังวิวาห์ แต่งงาน กันได้เลย

  • รู้สึกเป็นคนๆ เดียวกัน

ลองสังเกตตัวเองว่า ทุกครั้งที่เขามีปัญหา มีเรื่องไม่สบายใจ เศร้า หรือเสียใจ คุณรู้สึกอย่างไรบ้าง หากคุณรู้สึกไม่สบายใจตามไปด้วย และอยากช่วยเขาแก้ปัญหา นั่นแปลว่าคุณรู้สึกเป็นคนๆ เดียวกับเขาไปเรียบร้อยแล้ว หรือในทางกลับกันหากเห็นเขามีความสุขคุณก็จะพลอยสุขตามไปด้วย แบบนี้ที่เขาเรียกว่าร่วมทุกข์ร่วมสุขยังไงล่ะค่ะ

  • เป็นตัวของตัวเองได้เต็มที่เมื่ออยู่กับเขา

คนบางคนอาจมีหลายบุคลิก อยู่กับพ่อแม่เป็นแบบหนึ่ง อยู่กับเพื่อนเป็นแบบหนึ่ง หรืออยู่กับคนรักก็เป็นอีกแบบหนึ่ง ลองถามใจตัวเองดูนะคะว่า เวลาอยู่กับใครแล้วคุณรู้สึกเป็นตัวของตัวเองได้อย่างเต็มที่มากที่สุด หากคำตอบมาตกอยู่ที่คนรัก นั่นแปลว่าคุณพร้อมจะใช้ชีวิตคู่กับเขาแล้วล่ะ แต่ถ้าไม่ใช่ต้องลองหาคำตอบนะคะว่า ทำไมคุณถึงเป็นตัวของตัวเองได้ไม่สุดเมื่ออยู่กับเขา

  • ยอมรับข้อเสียของกันและกันได้

แน่นอนว่าไม่มีใครที่ดีพร้อมสมบูรณ์แบบ ทุกคนต่างมีข้อบกพร่องที่แตกต่างกันออกไป อีกทั้งคนสองคนก็ไม่สามารถเหมือนกันได้ไปเสียทุกอย่าง ดังนั้นการดำเนินชีวิตคู่ให้อยู่รอดปลอดภัย คุณจึงต้องยอมรับข้อเสียของอีกฝ่ายได้ ถ้าข้อเสียนั้นไม่ได้เลวร้ายจนเกินไป เชื่อเถอะค่ะว่า การมองข้ามไปบ้างช่วยให้อะไรๆ ง่ายขึ้นได้อีกเยอะ

  • เชื่อใจกัน

ความเชื่อใจเป็นสิ่งที่ทุกคู่รักหรือคู่ชีวิตควรมีให้กัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่กำลังจะแต่งงาน เพราะความเชื่อใจเป็นคำตอบของคำถามที่ว่า เราพร้อมจะแต่งงานกันหรือไม่ ความเชื่อใจที่ว่านี้ นอกจากจะหมายถึงเชื่อใจในความซื่อสัตย์ที่มีต่อกันแล้ว ยังหมายถึงเชื่อใจที่จะฝากชีวิตไว้กับคนๆ หนึ่ง และเชื่อใจว่าเขาจะทำให้คุณมีความสุขในชีวิตคู่อีกด้วย

  • สื่อสารกันเข้าใจ

การแต่งงานคือการตัดสินใจอยู่ร่วมกัน ดังนั้นการสื่อสารที่ดีจะช่วยให้ชีวิตคู่ราบรื่นได้ ลองเช็คดูนะคะว่า ทุกวันนี้คุณพูดคุยกับเขาได้ทุกเรื่องไหม เวลามีปัญหาคุณอยากปรึกษาหรือระบายให้เขาฟังหรือเปล่า ในทางกลับกันคุณเองสามารถเป็นที่ปรึกษาหรือผู้รับฟังที่ดีให้กับเขาได้หรือไม่ และที่สำคัญที่สุดคือคุณทั้งคู่ต้องเปิดใจคุยกันในทุกเรื่อง เพราะการเก็บไว้คนเดียวไม่สามารถทำให้อีกฝ่ายรับรู้ได้ จริงไหมล่ะค่ะ

  • มีเป้าหมายและวางแผนอนาคตร่วมกัน

หากคุณมองเห็นอนาคตคล้ายๆ กัน มีเป้าหมายในชีวิตที่ตรงกัน เริ่มที่จะพูดถึงสิ่งต่างๆ เหล่านั้นกับเขาเสมอๆ และทุกอย่างที่วางแผนไว้หมายถึงการทำร่วมกัน นั่นแปลว่าคุณได้หลอมรวมภาพของเขาเข้าไปในอนาคตของคุณเรียบร้อยแล้ว ถ้ามองเห็นภาพอนาคตเป็นคำว่า “เรา” สัญญาณนี้แปลว่าพร้อมแต่งแล้วล่ะ

เป็นยังไงบ้างค่ะ ตอนนี้คู่ของคุณส่งสัญญาณความพร้อมไปกี่ข้อแล้ว นี่แค่เริ่มต้นเท่านั้นนะคะ เพราะเป็นเพียง 6 สัญญาณสำคัญ ความจริงแล้วชีวิตคู่ยังมีรายละเอียดอีกเยอะแยะมากมาย ของอย่างนี้ต้องค่อยๆ เรียนรู้กันไป ไม่ต้องรีบร้อนดีที่สุดค่ะ

>> อ่านเรื่องราวเกี่ยวกับความรักและความสัมพันธ์เพิ่มเติมได้ที่นี่อีกเพียบ คลิกเลย <<

ภาพ :unsplash.com

Recommended

“จุดสุดยอด” เรื่องไม่ลับจากมุมลับๆ ของหนุ่มๆ ที่คุณต้องรู้

ความจริงบางอย่างเกี่ยวกับการถึงจุดสุดยอดและผลพวงจากการถึงจุดสุดยอดของหนุ่มๆ ที่สาวๆ ยังไม่เคยรู้ และบางที่แม้แต่ผู้ชายเองก็ยังไม่รู้ ไปดูกันดีกว่าว่ามีอะไรบ้าง...

6 วิธีประหยัดค่าใช้จ่ายในบ้านตามสไตล์แม่บ้าน 2017

จะเป็นแม่บ้านมือหนึ่งยุคนี้ ต้องไม่ใช่แค่ปัดกวาดเช็ดถูสะอาดเอี่ยมอ่องเท่านั้น แต่ต้องฉลาดหลักแหลมรอบด้านด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องเงินๆ ทองๆ ที่ขอบอกเลยว่าห้ามพลาด เราจึงมีวิธีประหยัดค่าใช้จ่ายในบ้านตามสไตล์แม่บ้าน 2017 มาฝากกัน

ย้ายเข้าบ้านอีกฝ่าย

5 นิสัยคนมีคู่ต้องรู้และต้องเปลี่ยนเมื่อคิดจะย้ายเข้าบ้านอีกฝ่าย

หลังแต่งงานจะอยู่บ้านใครไม่ใช่ประเด็น เพราะสำคัญกว่านั้นคือ การย้ายเข้าไปอยู่กับครอบครัวของอีกฝ่าย คุณจะใช้นิสัยแบบเดิมๆ เมื่อครั้งอยู่กับครอบครัวตัวเองไม่ได้เด็ดขาด แล้วมีนิสัยอะไรบ้างล่ะ ที่คุณต้องเปลี่ยนเมื่อคิดจะ ย้ายเข้าบ้านอีกฝ่าย มาดูกันค่ะ 1. นอนตื่นสาย ตอนอยู่กับครอบครัวตัวเอง คุณจะทำตัวเป็นคุณนายตื่นสาย หรือเจ้าชายสายเสมอไม่มีใครว่า แต่เมื่อเข้ามาอยู่กับบ้านอีกฝ่ายจะทำแบบนั้นไม่ได้เด็ดขาด เพราะอย่าลืมว่า แต่ละบ้านก็มีกิจกรรมยามเช้าที่ต่างกัน เช่น การร่วมกันกินข้าวเช้า การทำความสะอาดบ้าน ฯลฯ ลองคิดดูสิว่า ขณะที่คนทั้งบ้านตื่นมาทำนั่นนี่แต่คุณนอนสายตะวันโด่งกว่าจะลุกขึ้นอาบน้ำแต่งตัว มันดูดีซะที่ไหน 2. ไม่ช่วยงานบ้าน แม้อยู่ที่บ้านของตัวเอง คุณจะมีใครต่อใครทำงานบ้านให้จนคุณแทบไม่ต้องกระดิกตัว แต่เมื่อมาอยู่บ้านอีกฝ่าย ต้องรู้จักหยิบจับทำนั่นนี่ซะบ้าง และแม้ว่าบ้านหลังใหม่ที่คุณย้ายเข้าไป จะมีคนช่วยทำงานบ้านให้ก็เถอะ คุณเองก็ควรช่วยเป็นหูเป็นตา หรือลงมือช่วยทำงานเล็กๆ น้อยๆ บ้าง ไม่ใช่เอาแต่ชี้นิ้วสั่ง หรือรอให้ฝุ่นปลิวหายไปเอง 3. ช่างติ แม้คุณจะรู้สึกว่า ที่บ้านคุณไม่ได้มีวิถีชีวิตแบบนี้ก็เถอะ อย่าลืมว่าบ้านใครบ้านมัน บ้านหลังนี้คือครอบครัวใหม่ที่คุณเข้ามาอยู่ การเรียนรู้และเข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตามสำคัญมาก เห็นอะไรไม่ถูกใจอย่าเพิ่งเปิดปากเอาแต่ติ ลองดูไปสักพักเพื่อให้ได้ข้อมูลก่อนว่า ก่อนคุณจะเข้ามาอยู่ คนที่นี่เขาใช้ชีวิตกันอย่างไร ถ้าสิ่งที่เป็นอยู่ไม่เข้าท่า เลือกใช้คำพูดดูดีที่ไม่ใช่การเอาแต่ติ หรือแต่พูดว่าที่บ้านของคุณเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ 4. หัดมีน้ำใจและช่วยจ่ายซะบ้าง แม้ครอบครัวของอีกฝ่ายร่ำรวยเงินทองแต่นั่นก็คือเงินของครอบครัวฝ่ายนั้น อะไรที่คุณช่วยดูแลจับจ่ายให้ได้ก็ควรแสดงน้ำใจ […]

ปัญหาชีวิตคู่

7 เรื่องเล็กๆ ปัญหาชีวิตคู่ที่ส่งผลแรงถึงทรวงต่อชีวิตรักที่อาจทำให้ไปต่อไม่ได้

ชีวิตคู่ เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน อย่าว่าแต่ปัญหาใหญ่ๆ อย่างแอบซุกกิ๊ก หรือไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างกันเลยที่จะทำให้คู่รักกลายเป็นคู่ร้าง แต่ปัญหาเล็กๆ ที่หลายคนอาจมองข้ามก็ทำให้ชีวิตคู่พังได้เช่นกัน ซึ่งปัญหาเล็กๆ ที่ว่านั้นจะเป็นเรื่องอะไรบ้าง เราจะบอกให้รู้กันค่ะ