แต่งงานอายุเท่าไหร่ ? สาวไป แก่ไป แต่งตอนนี้เร็วไปหรือช้าไปนะ

หลายคนมักจะมีคำถามว่า แต่งงานอายุเท่าไหร่ ถึงจะเหมาะสม? ถ้าย้อนไปเมื่อร้อยกว่าปีก่อนก็คงตอบกันว่า 16-17 ปีกำลังเป็นวัยขบเผาะพอดี แต่พอมายุคสมัยนี้บางคนก็ว่า 25 ไหมละ ไม่ช้าไม่เร็ว ถ้าอย่างนั้นไปดูกันดีกว่าว่า หญิงชายเขาคิดจะแต่งงานตอนอายุเท่าไหร่กันบ้าง

คำถามที่หลายคนสงสัย แต่งงานอายุเท่าไหร่ ถึงจะเหมาะสม?

แต่งงานอายุเท่าไหร่
Photo by freestocks on Unsplash

สาวใส 20-23 ปี : รักวัยรุ่น โลกนี้ยังสีชมพู

อย่างที่รู้ๆ กันว่า หนุ่มสาวสมัยนี้บางคนก็ใจเร็วด่วนได้ อยากรีบแต่งงานกันไวๆ แต่สำหรับใครที่คิดจะแต่งงานในช่วงอายุเท่านี้ แพรวเวดดิ้งขอเตือนให้ระวังและคิดให้ดีๆ เพราะความสัมพันธ์ในช่วงวัยสะรุ่นแบบนี้ 99% มักจะรักร้าง เลิกรา อยู่กันไม่ยืด เนื่องจากมุมมองความรักของหนุ่มสาววัยนี้ยังมีความโลกสวยแบบในซีรี่ส์เกาหลี เพ้อฝันว่ารักฉันดีเป็นสีชมพู บางคนก็ยังไม่ทำงานทำการ บางคู่ยังเรียนไม่จบเสียด้วยซ้ำ พอแต่งงานกันไปแล้วอายุเพิ่มขึ้น ความคิดโตขึ้น ก็มักจะพบความจริงว่ารักที่เคยฝันไว้กลับกลายไม่เหมือนฝันซะแล้ว สุดท้ายก็จบด้วยการเลิกรา เอาเป็นว่าอย่าเพิ่งรีบ รออีกสักปีสองปีค่อยคิดแต่งก็ยังทัน

แต่งงานอายุเท่าไหร่
Photo by Gift Habeshaw on Unsplash

าวพร้อม 25-30 ปี : ช่วงอายุพอดิบพอดี ใครๆ ก็แต่งกัน

ใครที่บ่มเพาะความรักจนเข้าขั้นมั่นใจว่าคนนี้ใช่แล้ว ช่วงอายุนี้แหละค่ะถึงเวลาที่คุณควรจะสละโสดเสียที (รอนานไปเดี๋ยวจะเฉา) ซึ่งอายุส่วนใหญ่ที่สาวๆ ตั้งเป้าไว้ก็จะอยู่ที่ 25-28 ปี เพราะช่วงนี้คุณจะเรียนจบแล้ว ทำงานแล้ว ได้พบปะคนหลากหลายทำให้มีมุมมองและทัศนคติในเรื่องความรักและชีวิตครอบครัวที่สมเหตุสมผลมากขึ้น ไม่เพ้อฝันโลกสวยแบบตอนเด็กๆ อีกทั้งยังเป็นช่วงที่ร่างกายสมบูรณ์พร้อมผลิตทายาทเต็มที่ ใครที่ไม่โสดแล้วแพรวเวดดิ้งก็ขอบอกว่า แต่งงานเหอะ!

แต่งงานอายุเท่าไหร่
Photo by Gift Habeshaw on Unsplash

สาวใหญ่ 31-35 ปี : รักมาช้า แต่ก็ยังมาให้ได้แต่ง

ปฏิเสธไม่ได้ว่าสาวๆ หลายคนก็โสดจนอายุเหยียบเลข 3 เรียกได้ว่าเกือบจะไม่ทันรถไฟขบวนสุดท้าย บางคนเรียนจบปริญญาโท ปริญญาเอกมาหลายปี มีชีวิตหน้าที่การงานที่ดีและมั่นคง พรั่งพร้อมทั้งฐานะและเงินทอง บางคนออกอาการเจ้าสาวกลัวฝน ความรู้เยอะสเป็กคู่ชีวิตก็สูงตาม อยากได้คนที่พร้อมจะรักและแต่งงานใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันจริงๆ หมดเวลาที่จะมาคุยกันเล่นๆ ข้อดีก็คือคนวัยนี้จะมีมุมมองความรักที่ชัดเจนมากขึ้น มีเหตุมีผล และวางแผนอนาคตครอบครัวได้ดี ส่วนเรื่องที่ต้องระวังก็คงเป็นเรื่องลูก เพราะอายุก็ไม่ใช่น้อยๆ แล้ว ถ้าคิดจะมีลูกต้องปรึกษาคุณหมอและดูแลสุขภาพตัวเองมากเป็นพิเศษ

Photo by NATHAN MULLET on Unsplash

ผู้ชายเพียบพร้อม 30-35 ปี : ความจริงที่ผู้ชายคิดไว้

ถ้าคุณวิ่งไปถามผู้หญิงว่าอยากแต่งงานเมื่อไหร่ คำตอบก็จะสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ช่วงตามที่แพรวเวดดิ้งบอกไว้ข้างบน แต่ถ้าคุณถามผู้ชาย 80% มักจะตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า อายุ 30-35 ปี เป็นช่วงที่เหมาะสมที่สุด เพราะว่าผู้ชายจะติดภาพการเป็นหัวหน้าครอบครัว มีหน้าที่ต้องดูแลคนรักและลูกๆ ผู้ชายส่วนใหญ่จึงมองว่าควรจะสร้างเนื้อสร้างตัว และลงหลักปักฐานให้มั่นคงก่อนจะรับใครสักคนเข้ามาดูแล บางคนก็อยากบวชก่อนได้เบียด แต่กว่าจะหาเวลาปลีกตัวจากงานไปบวชได้ก็ 20 ปลายๆ เสียแล้ว ฮ่าๆ

จากความจริงข้อสุดท้ายของผู้ชาย แพรวเวดดิ้งก็เลยแอบคิดว่า ถ้าจะให้หญิงชายบาลานซ์กัน คุณผู้หญิงควรจะมีแฟนแก่กว่าตัวเองสัก 3-5 ปี ส่วนคุณผู้ชายก็ต้องหัดเคี้ยวหญ้าอ่อนกว่าตัวเองสัก 3-5 ปี แบบนี้ Demand และ Supply จะได้พอดีกัน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับวุฒิภาวะ ความคิดความอ่าน และความรับผิดชอบในชีวิตของแต่ละคนด้วยนะจ๊ะ

ภาพ : Unsplash.com

>> อ่านบทความเกี่ยวกับความรักและความสัมพันธ์เพิ่มเติม คลิกเลย <<

Recommended

ทะเลาะกัน

7 ข้อเตือนใจระหว่างคู่รักที่ควรจะต้องทำหลังการทะเลาะกันจบลง

จริงอยู่ที่การ ทะเลาะกัน อาจไม่ใช่เรื่องที่แย่เสมอไป เพราะหากคุณสามารถปรับความเข้าใจกันได้ มันก็จะยิ่งช่วยให้คุณรู้จักตัวตนของอีกฝ่ายมากขึ้น อย่างไรก็ดี หากช่วงนี้คุณกำลังมีปากเสียงกับคนรัก ให้ลองนำคำแนะนำข้างล่างนี้ไปปรับใช้ดู เชื่อว่าสิ่งเหล่านี้จะช่วยรักษาความสัมพันธ์ของคุณทั้งคู่ให้ผ่านวันแย่ๆ ไปได้อย่างแน่นอน กระชับความสัมพันธ์คู่รัก ถึงแม้ ทะเลาะกัน แต่เราจะยังรักกันไม่เปลี่ยน 1. พักเบรคทางอารมณ์ การที่คุณกับแฟนกำลังอยู่ในช่วงอารมณ์ร้อน นั่นอาจทำให้คุณและเขาคุยกันไม่รู้เรื่องค่ะ ทั้งนี้การยุติศึกชั่วคราวแล้วให้ต่างฝ่ายไปสงบสติอารมณ์เสียก่อน จากนั้นค่อยกลับมาคุยกันใหม่ก็อาจช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้นได้ค่ะ 2. รับฟังความคิดเห็นอีกฝ่าย การที่คุณมัวแต่จมปลักกับความเชื่อของตัวเองโดยไม่รับฟังคำอธิบายของคนรัก อาจทำให้เรื่องบานปลายและไม่มีข้อยุติค่ะ บางทีการให้โอกาสอีกฝ่ายได้พูดสิ่งที่เขาคิดหรือได้ชี้แจงความจริง ก็จะช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้นได้ค่ะ 3. หลีกเลี่ยงการทำท่าทางไม่พอใจ การแสดงสีหน้าหรือท่าทางว่าคุณกำลังโกรธจะทำให้สถานการณ์เลวร้ายยิ่งกว่าเดิม ถ้าอยากเคลียร์ปัญหาให้จบไวๆ คุณทั้งคู่ควรใจเย็นและพูดจากันดีๆ โดยพยายามหลีกเลี่ยงการขึ้นเสียงหรือใช้กำลังค่ะ 4. อย่าขุดคุ้ยเรื่องในอดีต ทุกครั้งที่คุณและคนรักมีปากเสียงกัน สิ่งที่คุณทั้งคู่ไม่ควรทำเป็นอย่างยิ่งคือการขุดเรื่องในอดีตมาพูดค่ะ เพราะนอกจากจะไม่ทำให้อะไรๆดีขึ้นมาแล้ว มันก็ยังค่อยๆบั่นทอนความสัมพันธ์โดยที่คุณไม่รู้ตัว 5. อย่าพูดคำว่าหย่า หรือเลิก เข้าใจว่าอารมณ์กำลังขึ้น แต่การพูดคำว่าหย่า หรือเลิก ในขณะที่คุณทั้งคู่กำลังอยู่ในอารมณ์ฉุนเฉียวถือเป็นคำต้องห้ามเลยค่ะ เพราะมันเป็นเชื้อเพลิงชั้นดีที่จะทำให้ความสัมพันธ์เปราะบางลงและนำไปสู่การเลิกราได้ในที่สุด 6. เป็นฝ่ายขอโทษก่อน การเอ่ยคำว่าขอโทษโดยที่คุณไม่ได้เป็นฝ่ายผิด จะช่วยลดอารมณ์โกรธหรือขุ่นเคืองใจของฝ่ายตรงข้ามได้อย่างเหลือเชื่อ แม้ว่าอาจดูเหมือนไม่แฟร์แต่เชื่อเถอะค่ะว่าการจะมีชีวิตรักที่ยืนยาวได้นั้น บางทีอาจต้องมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งยอมถอยให้สักก้าวค่ะ 7. เยียวยาด้วยกอด เป็นเรื่องปกติของชีวิตคู่ที่จะต้องมีปากเสียงกันบ้าง แต่หากมันเกิดบ่อยครั้งเกินไป ก็อาจทำให้ความรู้สึกดีๆค่อยๆเลือนหายไปด้วย ดังนั้นถ้าไม่อยากให้ความสัมพันธ์สั่นคลอน คุณก็อย่าอายที่จะบอกรักหรือกอดหลังจากทะเลาะกันด้วยค่ะ อ่านบทความเพิ่มเติม […]

ข้อคิดเรื่องความรัก

รักเป็น …ไม่เห็นทุกข์ ข้อคิดเรื่องความรัก จากแม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต

อย่ากลัวความรักไปเลยเพราะถ้าหาก ” รักเป็น ” คุณก็จะไม่เป็นทุกข์ ใครกำลังหวาดกลัวความรัก จนกลัวว่าจะเป็นทุกข์ ลองอ่าน ข้อคิดเรื่องความรัก นี้ดู

7 สัญญาณการันตี…ตอนนี้เขาอยากใช้ปากให้คุณ

สาวบางนางรู้สึกว่าการที่หนุ่มๆ จะลงลิ้นให้น้องสาวเป็นสิ่งน่าขยะแขยง ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วนี่คือส่วนหนึ่งในการแสดงออกซึ่งความรักและย้ำถึงประโยคที่ว่า “อยากทำให้” จากเขา แต่คุณจะรู้ได้ยังไงใช่ไหมล่ะว่าเขาอยากทำให้จริงๆ มาเช็คสัญญาณมาดามกันรันตีได้เลยว่า ถ้าเกิดขึ้นหรือสังเกตเห็นเมื่อไหร่ มั่นใจได้เลยว่าเขาเต็มใจจะใช้ปากให้คุณ