9 ไอเดียเนรมิตงานแต่งงานไม่มากและไม่น้อยแต่ดูแล้วสุดหรูหรา

คนแต่งตัวดีไม่จำเป็นต้องประโคมของแบรนด์เนมแพงๆ ตั้งแต่หัวจรดเท้าแต่ขึ้นอยู่กับว่าจะเลือกให้ความสำคัญกับของชิ้นไหนบ้าง งานแต่งงานโก้หรูดูดีก็ไม่จำเป็นต้องเยอะไปซะทุกอย่าง ถ้าคุณกำลังงงกับคำบอกเล่าที่ว่านี้ เราจึงถามไถ่คุณนัท – จิรายุ นิ่มคง เวดดิ้งแพลนเนอร์มือเก๋าถึงไอเดียและเทคนิคในการจัด งานแต่งงาน ให้ออกมาเรียบหรู ไม่มากและไม่น้อยเกินไป

1. โทนสี  งานหรูส่วนใหญ่มักใช้สีน้อยๆ เช่น คู่สีน้ำเงิน – เงิน และน้ำตาล – ทอง ซึ่งเป็นสีที่ดูหรูหราและยังช่วยขับกัน สัดส่วนของสีที่ใช้ก็สำคัญ ถ้าสีหลักเป็นโทนขรึม สีรองที่จับมาคู่กันก็ควรเป็นโทนที่ช่วยขับสีหลักให้เด่นขึ้น เคล็ดลับสำคัญของการจัดงานให้หรูโดยใช้สีน้อยๆ คือ ต้องอิงจากสีของสถานที่จัดงานเป็นหลัก ไม่เน้นการเปลี่ยนรูปลักษณ์ของสถานที่นั้นมากนัก

คุณนัทเสริมว่า เราต้องแยกความหรูหรากับความอลังการออกจากกันเสียก่อน หากต้องการ เน้นความอลังการ เราจะโฟกัสไปที่การเปลี่ยนลุคของสถานที่นั้น แต่กับงานเรียบหรูโก้จะต้องคำนึงถึงสีเดิมของสถานที่ เช่น ห้องฉัตราบอลรูม โรงแรมสยาม เคมปินสกี้ เป็นโทนม่วง – ทอง – ชมพู ขณะที่ห้องแกรนด์ฮอลล์ โรงแรมพลาซ่า แอทธินีเป็นโทนสีน้ำตาล – ครีม – ทอง การเลือกใช้สีที่เข้ากับสถานที่เดิมทำให้งานดูเรียบหรูได้ง่าย เพราะไม่ต้องแตกไปใช้สีโทนอื่นให้กระจัดกระจาย ทั้งยังประหยัดงบประมาณ (ไม่ต้องทุ่มงบไปกับการปรับแต่งอะไรมาก) เน้นโชว์ความสวยงามของโครงสร้างเดิม ซึ่งโรงแรมห้าดาวส่วนใหญ่ตกแต่งได้หรูหราอยู่แล้ว

2. ตัวอักษรหรือฟ้อนต์  เลือกลักษณะฟ้อนต์ให้เหมาะสมกับพื้นหลัง ถ้าพื้นหลังมีลวดลายเยอะ ฟ้อนต์ก็ควรจะดูน้อย แต่หากชอบฟ้อนต์สุดวิจิตร พื้นหลังก็ไม่ควรเล่นอะไรเยอะ อย่างไรก็ตาม เราสามารถใช้ฟ้อนต์วิจิตรบนพื้นหลังเยอะได้เช่นกัน แต่สไตล์เยอะบวกเยอะต้องคำนึงว่า ใช้กับวัสดุประเภทไหนเป็นหลัก เช่น การ์ดแต่งงานที่ทั้งฟ้อนต์และลายดูเยอะ ก็ต้องอย่าพิมพ์ลายด้วยวัสดุหรือสีที่จะยิ่งขับให้ลวดลายดูเด่นแข่งกับตัวอักษร หลักสำคัญคือ ต้องเลือกวัสดุหรือวิธีการพิมพ์ที่ทำให้ทั้งสององค์ประกอบนี้ไม่แย่งความเด่นกันเอง

3. การ์ด  แม้ไม่ได้มีส่วนกับการตกแต่งในวันงาน แต่การ์ดคือด่านแรกที่แขกได้เห็นงานของคุณ ช่วงหลังบ่าว – สาวนิยมใช้การ์ดแผ่นเดียว (Single Page) สไตล์เรียบโก้กันมาก แต่เพราะความนิยมที่มากขึ้น ทำให้แต่ละคู่ต้องเพิ่มลูกเล่นเข้าไปเพื่อไม่ให้เหมือนคนอื่น เช่น ปรับไซส์ให้ใหญ่ขึ้นกว่าปกติ ปรับเป็นแนวนอน ปรับความหนาความบางของวัสดุ เช่น ใช้ไม้วีเนียร์ แผ่นอะคริลิก หรือกระดาษแปลก ๆ มาทำเป็นการ์ด เป็นต้น

4. โลโก้  งานเรียบหรูมักไม่แตกดีไซน์ออกไปไกล แต่ใช้ประโยชน์จากโลโก้ที่ออกแบบมาแล้ว พูดง่าย ๆ ก็คือ ใช้ประโยชน์จากตัวการ์ดให้มากที่สุด ดึงดีไซน์จากการ์ดมาใช้กับกล่องใส่ซอง แบ็กดร็อปและเวทีใหญ่ ไม่จำเป็นต้องแตกไอเดียออกไปให้วุ่นวาย แค่รู้จักปรับและต่อยอดจากสิ่งที่มีอยู่แล้ว

5. ตกแต่งแบบ Oversized  การเลือกให้ความสำคัญกับจุดดึงดูดสายตาบางจุดและทำจุดนั้นให้ใหญ่กว่าปกติ เป็นการดึงความสนใจจากแขกที่ง่ายที่สุด

6. ความวิ้งวับ  จิเวลรี่และคริสตัลต่าง ๆ ช่วยให้งานดูดีขึ้นได้ แต่ท่องไว้ว่า อย่าประโคมเยอะ ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นงานเกิน ๆ ได้

7. ดนตรี  ส่วนใหญ่ต้องการเสียงดนตรีคลอเบา ๆ คุณนัทแนะนำว่า ใช้แค่วงทริโอ (เครื่องดนตรีสามชิ้น) ก็เพียงพอ โดยเน้นที่เครื่องสายและเครื่องเป่า เพราะจะช่วยให้บรรยากาศหรูดูมีรสนิยมมากขึ้น

8. แสงสี  ช่วงพิธีการไม่ควรย้อมสีไฟ แสงไฟแชนเดอเลียร์ปกติก็ทำให้งานหรูดูสวยอยู่แล้ว แต่หลังพิธีการจะเล่นสีอะไรบ้างก็ตามใจชอบ

9. สีดอกไม้  งานหรูส่วนใหญ่ใช้สีดอกไม้ไม่เยอะ มักเน้นสีเดียวและนิยมดอกไม้สีขาว แต่เลือกใช้หลายชนิดเพื่อให้มีเท็กซ์เจอร์ที่หลากหลาย เช่น ไฮเดรนเยียขาว กุหลาบขาว ไลเซียนทัสขาว พีโอนีขาว อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับข้อด้อยที่ว่า แม้ดอกไม้ขาวจะทำให้งานดูหรูและสะอาดตาแต่เมื่อถ่ายภาพออกมาอาจไม่โดดเด่นเท่างานที่เน้นสีสัน

คุณนักดนตรีช่วยขยายความว่า แจ๊ซดูน่าจะเหมาะสมที่สุด เพราะจังหวะดนตรีให้ความรู้สึกอบอุ่นจากเสียงอะคูสติกของดับเบิลเบส แต่ก็ยังฟังสนุก ท่วงทำนองไม่เบาและไม่ดังเกินไป หากต้องการดนตรีที่หรูหรามาก ๆ แน่นอนว่าควรใช้เครื่องดนตรีที่ดูมีราคาอย่างแกรนด์เปียโน หรือลดความอลังการลงมาหน่อยด้วยการเลือกเป็นอัพไรต์เปียโน และอีกสองชิ้นแนะนำให้เลือกเป็นกลองชุดกับดับเบิลเบส หากเปียโนดูยุ่งยากไปจะเปลี่ยนเป็นกีตาร์หรือเลือกแซ็กโซโฟนแทนกลองชุดก็ได้เช่นกัน (ดับเบิลเบสแนะนำว่าน่าจะคงไว้) สรุปง่ายๆ คือ เราเลือกแมตช์เครื่องดนตรีสามชิ้นเพื่อสร้างเสียงดนตรีที่ให้บรรยากาศหรูหราได้หลายทางเลือกดังนี้ เปียโน หรือกีตาร์ / กลองชุดหรือแซ็กโซโฟนหรือไวโอลิน / ดับเบิลเบส

ขอบคุณ : จิรายุ นิ่มคง Jirayu The Wedding Planner โทร.08-6998-9339