เรือน 3 น้ำ 4 สูตรทำตัวแสนดีของหญิงไทย

“เรือน 3 น้ำ 4” แพรว Wedding เชื่อว่าหญิงไทยยุคใหม่พอได้ยินวลีนี้แล้วคงต้องทำหน้างงพร้อมกับคำถามที่ว่า “มันคืออะไรเหรอ?” แน่นอนค่ะว่าเราก็เป็นหญิงยุคใหม่ไฟแรง ตอนที่ได้ยินประโยคนี้ก็งงเหมือนกัน สุดท้ายนี้ความอยากรู้ก็นำมาซึ่งคำตอบว่า อ๋อ! มันคือคำสอนหญิงไทยที่ส่งกันมารุ่นต่อรุ่น แต่จะสอนว่าอะไรบ้าง แล้วมันจะใช้กับผู้คนในปี พ.ศ. นี้ได้หรือไม่ เราจะไขข้อข้องใจให้อ่านกันจ้า

โบราณเขาว่ากันว่า “เป็นผู้หญิงจะให้งามสมบูรณ์แบบ ต้องเพียบพร้อมไปด้วยเรือน 3 น้ำ 4”  อันว่าเรือน 3 นี้ได้แก่ เรือนผม เรือนกาย และเรือนนอน ส่วนน้ำ 4 ได้แก่ น้ำใจ น้ำคำ น้ำมือ และน้ำเต้าปูน อ่ะๆ! สงสัยกันอีกละซิว่าน้ำเต้าปูนคืออะไร ไม่ต้องสงสัยคะ เดี๋ยวจะไล่ให้ฟังทีละข้อ

เรือนที่ 1 คือ เรือนผม – ไม่ว่าจะผ่านยุคสมัยไปกี่ร้อยกี่ปี ผมของหญิงสาวเป็นหนึ่งในความงามของนางผู้นั้นอยู่เสมอ เพราะฉะนั้น ความสำคัญของเรือนผมก็คือ ต้องดูแลผมเผ้าให้ดูเงางาม สะอาด เรียบร้อย เก็บเกล้าให้เข้าที่ อย่าปล่อยให้กระเซอะกระเซิง เป็นยายเพิ้งเด็ดขาด

วิธีดูแลความสวยงามเส้นผมของหญิงสาวสมัยใหม่ก็มีมากมายหลายแบบ บางคนสระผมทุกวัน บางคนสระวันเว้นวัน ก็แล้วแต่สภาพหนังศีรษะ มีตังค์หน่อยก็ไปทำสปาผม ทรีทเมนต์ หรืออบไอน้ำ

เรือนที่ 2 คือ เรือนกาย – นอกจากผมจะต้องสวยแล้ว ผิวพรรณและส่วนต่างๆ ของร่างกายก็ต้องดูแลให้สะอาด สุขภาพดี ยิ่งเมืองไทยบ้านเราเป็นเมืองร้อน เหงื่อไคลไหลย้อยกันเป็นว่าเล่น เพราะฉะนั้นสาวๆ อย่าได้คิดดองเค็มตัวเองเด็ดขาด อาบน้ำอาบท่า ทาแป้ง พรมน้ำหอม และแต่งกายตัวเองให้ดูสวยงาม เดี๋ยวนี้มีครีมบำรุงผิว เซรั่ม และมอยซ์เจอร์ไรเซอร์เยอะแยะให้เลือกสรร ก็ยอมแบ่งเงินสักนิดไปซื้อมาบำรุงผิวกันบ้างนะ อย่าขี้งก!

เรือนที่ 3 คือ เรือนชาน – เรื่องนี้ถือว่าสำคัญ บ้านเรือนที่ใช้อยู่อาศัยต้องสะอาดสะอ้าน รู้จักเก็บกวาดและจัดของให้เข้าที่เข้าทาง อย่าวางของระเกะระกะจนเดินลำบาก ห้องนอน ห้องครัว ห้องน้ำต้องทำให้ดูสะอาดตา กินข้าวกินน้ำเสร็จก็ต้องเก็บล้างให้เรียบร้อย อย่าตั้งวางทิ้งไว้ให้มด หนู แมลงสาบมาไต่ตอมเยี่ยมเยือนเป็นอันขาด

น้ำที่ 1 คือ น้ำใจ – ความเอื้อเฟื้อ เผื่อแผ่ และการมีน้ำใจต่อผู้อื่นถือเป็นสิ่งดีที่หลายคนควรปฏิบัติ ไม่ว่าจะเป็นการเอื้ออารีต่อพ่อแม่ ญาติพี่น้อง เพื่อนพ้อง สามี และเพื่อนบ้าน ทั้งนี้ก็เพื่อการผูกสมัครรักใคร่และคอยช่วยเหลือซึ่งกันและกัน

น้ำที่ 2 คือ น้ำคำ – เกิดเป็นผู้หญิง เวลาจะพูดจาปราศรัยกับใครต้องมีความอ่อนหวานในน้ำเสียง มีหางเสียงไพเราะให้คนฟังแล้วรู้สึกเอ็นดู พูดจาให้ชัดถ้อยชัดคำ แต่อย่าพูดกระโชกโฮกฮาก ขึ้นเสียง หรือพูดหยาบคายจนคนฟังต้องถึงกับเมินหนาหนี

น้ำที่  3 คือ น้ำมือ – สเน่ห์ปลายจวักก็เป็นสิ่งที่ผู้หญิงทุกคนควรต้องมีติดตัวไว้บ้าง ผู้หญิงสมัยนี้อาจไม่ได้ทำอาหารเป็นทุกอย่างเหมือนกับในสมัยก่อน แต่ไม่ว่าจะยังไงก็ควรทำให้เป็นบ้าง เช่น หุงข้าว หรือเจียวไข่ง่ายๆ ส่วนใครที่สกิลทำอาหารไม่เอาไหน ก็ไปซื้อซอสทำอาหารสำเร็จรูปมาใช้ก็ได้  ขอเพียงแค่คุณหั่นผักหั่นเนื้อเป็นและไม่ปล่อยให้อาหารไหม้คาเตาก็พอ

น้ำที่ 4 คือ น้ำเต้าปูน – สมัยโบราณทุกบ้านจะต้องมีน้ำที่คอยหล่อเต้าปูนเอาไว้อยู่เสมอไม่ปล่อยให้แห้ง เพื่อที่จะได้ควักปูนมาใช้ทาใบพลูจีบหมากเอาไว้เคี้ยว ที่สำคัญคือ สิ่งนี้นั่นแหละที่คนสมัยโบราณใช้รับแขก ใครไปใครมาก็ต้องมีหมากพลูไว้ให้เคี้ยว แต่ในสมัยนี้คนไทยไม่นิยมกินหมากกันแล้ว สิ่งที่เข้ามาทดแทนน้ำเต้าปูนคือ น้ำดื่ม เวลามีแขกมาเยี่ยมบ้านก็ต้องหาน้ำเย็นๆ รินใส่แก้วมารับแขก ให้เขาหายเหนื่อยจากการเดินทาง

คำสอนของไทยแต่โบราณหลายคนอาจมองว่าเก่าคร่ำครึ แต่ในความจริงแล้ว ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปกี่สิบกี่ร้อยปี คำสอนของคนสมัยก่อนก็ยังเป็นคำสอนที่ดี แต่ก็ต้องนำมาปรับใช้ให้เข้ากับยุคสมัยในปัจจุบันด้วย